แม่เฒ่าวัย 83 สู้ชีวิต ถูกลูกทอดทิ้ง ทำขนมใส่รถเข็นขาย

แม่เฒ่าวัย 83 สู้ชีวิต ถูกลูกทอดทิ้ง ทำขนมใส่รถเข็นขาย
แม่เฒ่าวัย 83 สู้ชีวิต ถูกลูกทอดทิ้ง ทำขนมใส่รถเข็นขาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (13 ก.พ.) นางสมัย บวรรัมย์ แม่เฒ่าวัย 83 ปี ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ถูกลูกทอดทิ้งให้อยู่ลำพังมานานกว่า 30 ปี แต่กลับไม่ยอมงอมืองอเท้าเป็นภาระของสังคม ต่อสู้ชีวิตด้วยการเดินเข็นรถขายมันนึ่ง และขนมหวานที่ทำเองจากห้องเช่าบริเวณบ้านโสน (สะ-โหน) ต.บ้านยาง ไปตามถนนสายต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ไปกลับเฉลี่ยวันละเกือบ 10 กิโลเมตร จนกลายเป็นภาพชินตา

เพราะคุณยายจะเดินเข็นรถเร่ขายขนมเป็นประจำทุกวัน แม้จะมีสภาพหลังค่อมจากสังขารที่มากขึ้นก็ตามจนสร้างความประทับใจ และสงสารแก่ผู้พบเห็นต่างช่วยกันอุดหนุนซื้อขนมของคุณยาย จนหลายคนทั้งที่เป็นข้าราชการพนักงานบริษัท และประชาชนทั่วไป ก็กลายเป็นลูกค้าขาประจำ

หากวันไหนมาซื้อไม่ทันที่คุณยายเข็นรถผ่าน ก็จะลงทุนขับรถจักรยานยนต์ตระเวนซื้อขนมของคุณยายให้ได้ เพราะหลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าประทับใจในความสู้ชีวิตของคุณยายที่แม้จะอายุมากแล้วแต่ก็ไม่งอมืองอเท้าหรือเป็นภาระของสังคมทั้งยังได้ยกย่องให้คุณยายสมัยเป็นต้นแบบของการสู้ชีวิตแม้อายุสังขารก็ไม่เป็นปัญหาอุปสรรคหากใจสู้

ทั้งนี้ การต่อสู้ชีวิตของคุณยายเพื่อเลี้ยงชีพโดยไม่เป็นภาระของคนอื่น ก็ทำให้หลายคนมีพลังที่จะทำงานและต่อสู้ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้อีกด้วย

ยายสมัย กล่าวว่า หลังจากสามีเสียชีวิตและลูกขายที่ดินจนหมด ก็ทอดทิ้งให้อยู่ลำดับมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันกว่า 30 ปีแล้ว จึงได้ทำขนมหวาน มันนึ่งใส่รถเข็นๆ ขายตามถนนสายต่างๆ ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์เพื่อเลี้ยงตัวเองจะได้ไม่เป็นภาระของผู้อื่น ซึ่งหลังจากลูกทอดทิ้งก็ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง

ปัจจุบันต้องไปอาศัยเช่าบ้านราคาถูกเดือนละ1,000 บาท ขณะที่มีรายได้จากการเข็นรถขายขนมวันละ 400 – 500 บาทซึ่งก็เพียงพอจะเลี้ยงตัวเองได้ คุณยายยังยืนยันว่าจะทำขนมเข็นขายไปจนวันสุดท้ายเพราะไม่อยากเป็นภาระของใคร แต่สิ่งที่อยากได้ในบั้นปลายชีวิตที่เหลือ ก็อยากจะได้บ้านหลังเล็กๆ เป็นของตัวเองสักหลัง จะได้ไม่ต้องเช่าบ้านอยู่

สลด! บิ๊กไบค์กลับจากดอยเสมอดาว ชนกระบะช่วงโค้งหักศอก ดับคาที่

สลด! บิ๊กไบค์กลับจากดอยเสมอดาว ชนกระบะช่วงโค้งหักศอก ดับคาที่
สลด! บิ๊กไบค์กลับจากดอยเสมอดาว ชนกระบะช่วงโค้งหักศอก ดับคาที่

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 12 ก.พ. 60 ร.ต.อ.กิตติพัฒน์ ราชภัณฑ์ พงส.สภ.นาน้อย จ.น่าน ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ภ.จว.น่าน ว่า เกิดเหตุรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณบ้านขัวก้อม หมู่ที่ 2 ต.ศรีสะเกษ อ.นาน้อย จ.น่าน จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุซึ่งเป็นโค้งหักศอก พบรถกระบะนิสสัน นาวาร่า สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บจ 8012 น่าน สภาพรถด้านหน้าพังยุบไปครึ่งคัน มี นายเศรษฐโชค ใหม่ชุ่ม อายุ 47 ปี ชาว ต.บ่อแก้ว อ.นาหมื่น จ.น่าน เป็นคนขับ ห่างจากด้านหน้ารถประมาณ 2 เมตร พบชายนอนคว่ำหน้า สวมหมวกกันน็อก มีเลือดไหลออกจากบริเวณใบหน้าจำนวนมาก อาการบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่ เร่งช่วยเหลือ แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา ห่างออกไปประมาณ 5 เมตร พบรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ สีส้ม ทะเบียน 4กฮ1135 กทม. สภาพรถเสียหายเกือบทั้งคัน

จากการสอบถามกลุ่มคนขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ทราบว่า พากันมาจากบนดอยเสมอดาว อ.นาน้อย มุ่งหน้าเข้าสู่ อ.เมืองน่าน โดยที่ นายธีระ ละอองพันธ์ อายุ 45 ปี ชาว ต.บางกร่าง อ.เมืองนนทบุรี ผู้ตาย เป็นคนขับบิ๊กไบค์คันดังกล่าวมาคนเดียว ถึงที่เกิดเหตุชนกับรถกระบะดังกล่าว

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจบันทึกที่เกิดเหตุ พร้อมประสานให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอีกครั้ง จากนั้นนำศพนายธีระไปชันสูตรพลิกศพอีกครั้งที่ รพ.นาน้อย โดยมีกลุ่มเพื่อนเดินทางมาด้วยกันประสานทางญาติติดต่อรับศพ ส่วนคนขับรถกระบะเบื้องต้นยังไม่ได้ให้การใดๆ เนื่องจากอยู่ในอาการตกใจ

ระดมช่วยสาวพลัดตกเหวลึกดอยตั่วเพ้ง หลังเดินออกมาปัสสาวะกลางดึก

ระดมช่วยสาวพลัดตกเหวลึกดอยตั่วเพ้ง หลังเดินออกมาปัสสาวะกลางดึก
ระดมช่วยสาวพลัดตกเหวลึกดอยตั่วเพ้ง หลังเดินออกมาปัสสาวะกลางดึก

เมื่อเวลา 04.15 น. ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 ได้รับแจ้งว่า มีนักท่องเที่ยวพลัดตกลงไปในเหวบริเวณลานกางเต็นท์ ผาบนดอยตั่วเพ้ง หมู่ที่ 1 บ้านห้วยน้ำขาว ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ จึงประสานไปยังอาสามูลนิธิร่วมกตัญญูหล่มสัก ร่วมกตัญญูเขาค้อ รวมทั้งผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านกว่า 30 คน ออกค้นหาแต่เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะระยะทางจากหมู่บ้านห้วยน้ำขาว ไปยังผาดอยตั่วเพ้งเป็นภูเขาสูงชันต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ เข้าไปเท่านั้น

จุดเกิดเหตุเป็นลานกางเต็นท์บนดอยตั่วเพ้ง พบนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งที่มากางเต็นท์อยู่บริเวณดังกล่าว และจุดที่คาดว่านักท่องเที่ยวตกลงไปอยู่ห่างจากจุดกางเต็นท์ประมาณ 200 เมตร ซึ่งเป็นหน้าผาชันประมาณ 90 องศา พบร่องรอยกิ่งไม้หักเป็นทางยาวลงไปในเหว

จึงระดมกำลังออกค้นโดยต้องเดินเท้าลัดเลาะไปตามไหล่เขา กระทั่งเวลาประมาณ 07.30 น. จึงพบนักท่องเที่ยวหญิงนอนบาดเจ็บอยู่ที่ก้นเหวลึกประมาณ 20 เมตร โดยพบว่าได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและแขนขวาหักจึงช่วยกันแบกนำร่างของผู้บาดเจ็บขึ้นมาด้านบน

ทราบชื่อ คือ น.ส.อิสรีย์ อายุ 43 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดกาญจนบุรี เป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จากนั้นจึงนำขึ้นรถออกมาส่งต่อให้กับรถของหน่วยกู้ชีพและนำตัวส่งโรงพยาบาลเขาค้ออย่างเร่งด่วน เพราะผู้บาดเจ็บมีอาการเสียเลือดมาก

จากการสอบสวนเพื่อนของผู้บาดเจ็บทราบว่า ผู้บาดเจ็บพร้อมด้วยเพื่อนๆ รวม 8 คน เดินทางมาท่องเที่ยวกางเต็นท์บนดอยผาตั่วเพ้ง กระทั่งเวลาประมาณ 04.00 น. ผู้บาดเจ็บออกมาปัสสาวะด้านนอกเต็นท์ แต่เพื่อนๆ เห็นว่าออกมานานผิดปกติ จึงเดินออกมาตามและพบว่าที่บริเวณหน้าผามีร่องรอยกิ่งไม้หักเป็นทางลงไปด้านล่าง จึงรีบโทรศัพท์แจ้ง 191 เพื่อขอความช่วยเหลือ

ส่วนสาเหตุคาดว่าผู้บาดเจ็บออกมาปัสสาวะแล้วเกิดเดินพลัดตกลงไป เนื่องจากเป็นต้นไม้และป่าหญ้า ประกอบกับไม่มีแสงสว่าง จึงทำให้ตกลงไปในเหวจนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

21 สรรพคุณ…ประโยชน์ของผักคะน้า

21 สรรพคุณ...ประโยชน์ของผักคะน้า
21 สรรพคุณ…ประโยชน์ของผักคะน้า

ผักคะน้า…แคลเซียมสูง ดูแลสายตา บำรุงกระดูก

ใช่แล้ว เพราะ”ผักคะน้า” ก้านหนาใบสีเขียวเข้มเนี่ยมีคุณค่าทางโภชนาการสูงทีเดียว เพราะเป็นแหล่งของน้ำ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ อาทิ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอาซิน โซเดียม เบต้าแคโรทีน และเส้นใยอาหาร

โดยสารอาหารหลักๆ ที่มีอยู่ในผักคะน้านั้นมีคุณสมบัติช่วยดูแลสุขภาพมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปอด เพราะสารเบต้าแคโรทีนซึ่งมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ผักคะน้ายังมีแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง วิตามินซีที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันภายในร่างกายให้สมบูรณ์ และมีธาตุเหล็กซึ่งเป็นสารสำคัญในเม็ดเลือดแดง รวมทั้งอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่มีผลดีต่อระบบการขับถ่ายด้วย
เคล็ดลับการกินผักคะน้า ให้มีสุขภาพดี

แต่ในการกินผักคะน้านั้นมีเคล็ดลับอยู่นิดหน่อยว่า ไม่ควรกินมากเกินไปเพราะผักคะน้ามี สารกอยโตรเจน หากร่างกายได้รับในปริมาณมากๆ จะก่อให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ แนะนำว่าควรกินสลับกับผักประเภทอื่นด้วยจะดีกว่า นอกจากนี้อาจมีบางคนสงสัยว่าตรงใบผักคะน้าที่มีไขสีขาวเคลือบอยู่คืออะไร มันก็คือสารธรรมชาติที่ไม่มีอันตรายและไม่ใช่สารเคมี แต่สามารถซึมซับสารเคมีได้ ดังนั้นเราควรล้างผักคะน้าจนแน่ใจว่าสะอาดจึงนำไปใช้กินได้

21 สรรพคุณของผักคะน้า…ประโยชน์ในการรักษาโรค

1. ผักคะน้ามีสรรพคุณป้องกันโรคต้อกระจก การกินผักคะน้าสามารถช่วยลดความเสี่ยงจะเกิดโรคต้อกระจกได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นผักที่มีสาร ลูทีนสูง ซึ่งป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมและการเสื่อมของศูนย์จอตาได้ แถมมีเบต้าแคโรทีนและวิตามินเอที่ทำหน้าที่บำรุงและถนอมสายตาด้วย

2.ประโยชน์ของผักคะน้าป้องกันมะเร็ง การกินผักคะน้ายังลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร เพราะผักคะน้ามีคุณสมบัติยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกหรือสารก่อมะเร็ง

3. ผักคะน้าอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกาย

4. ผักคะน้าเป็นแหล่งของแคลเซียมที่สูง เทียบได้กับการกินผักคะน้า 1 ถ้วย = ดื่มนม 1 แก้ว ช่วยให้กระดูกและฟันสมบูรณ์แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนหรือเสื่อมในผู้สูงอายุ และยังมีสารอิเล็กโทรไลต์ที่ช่วยเสริมการทำงานของแคลเซียมให้ทำงานเป็นปกติขึ้น

5. ผักคะน้ามีธาตุเหล็กและโฟเลต ที่ทำหน้าที่ในการช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง จึงมีส่วนสำคัญในการบำรุงเลือด เพิ่มการไหลเวียนของเลือด และป้องกันการเกิดโรคโลหิตจางได้

6. ประโยชน์ของผักคะน้าช่วยดูแลผิวสวย เนื่องจากวิตามินซีในผักคะน้าช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อของผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งแลดูมีสุขภาพดี

7. ผักคะน้าช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ และยังเป็นผักที่มีผลดีต่อการป้องกันโรคเบาหวาน หรือคนที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาล เพราะผักคะน้านั้นมีน้ำตาลน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น

8. ผักคะน้ามีประโยชน์ช่วยลดน้ำหนักได้ เส้นใยอาหารในผักคะน้านอกจากจะช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ท้องไม่ผูกแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อการทำความสะอาดลำไส้จากสารพิษที่ตกค้าง ลดน้ำหนักได้ด้วย

9. ผักคะน้าช่วยป้องกันและชะลอการเสื่อมของสมอง ทำให้ปัญหาความจำเสื่อมลดลงหรือเกิดช้าลง

10. ผักคะน้าลดอาการไมเกรนได้ คนที่มีปัญหาปวดไมเกรนบ่อยๆ หากกินผักคะน้าเป็นประจำจะลดอาการปวดลงได้มาก เพราะผักคะน้ามีแมกนีเซียมสูง

11. ผักคะน้าช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง และป้องกันการติดเชื้อได้ดีขึ้น

12. ผักคะน้ามีประโยชน์ต่อผู้หญิงที่มีประจำเดือน เพราะจะช่วยปรับระดับฮอร์โมนให้สมดุล รวมทั้งผู้หญิงที่อยู่ในวัยทองจะช่วยลดอารมณ์หงุดหงิดและความเครียดลงได้

13. รสชาติขมๆ ของผักคะน้ามีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการของโรคหอบหืดและโรคภูมิแพ้

14. ผักคะน้าช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายให้มีความแข็งแรง

15. ผักคะน้าเหมาะกับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะมีสารโฟเลตช่วยลดโอกาสที่เด็กจะเกิดความพิการแต่กำเนิด

16. ผักคะน้าป้องกันโรคกระดูกพรุน เนื่องจากในผักคะน้าอุดมไปด้วยแคลเซียมนั่นเอง

17. ประโยชน์ของผักคะน้าปรับสมดุลในร่างกายได้ ช่วยป้องกันการเกิดตะคริว

18. ผักคะน้าช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต อีกทั้งช่วยบำรุงโลหิต

19. ผักคะน้าช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้

20. ผักคะน้ามีสรรพคุณป้องกันความจำเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ได้

21. ผักคะน้าช่วยดูแลผู้ป่วยเบาหวานได้ เนื่องจากในผักคะน้ามีปริมาณน้ำตาลต่ำ จึงเหมาะไปประกอบในเมนูอาหารของผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาล ควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี

ดื่มชามีประโยชน์

ดื่มชามีประโยชน์
ดื่มชามีประโยชน์

ชา (Camellia sinensis) เป็นเครื่องดื่มที่มีผู้บริโภคมากที่สุดในโลกมานานกว่า 1,000 ปี งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ของชาเริ่มขึ้นประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ความรู้ตรงกันว่า ชาเขียวและชาอูหลง มีสารออกฤทธิ์ในกลุ่มโพลีฟีนอล ( Polyphenol) และคาเทซิน (Catechin) ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างยิ่ง ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

– ทำให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรง เพราะมีการกระตุ้นขบวนการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกาย
– ช่วยย่อยอาหารละลายไขมัน ป้องกันโรคกระเพาะอาหารที่เรื้อรัง
– ช่วยป้องกันและลดคลอเลสเตอรอลได้ดี
– สามารถป้องกันและต่อต้านขบวนการเกิดมะเร็ง (Anti carcinogenic)
– สามารถป้องกันหรือลดความอ้วนได้ด้วยการดูดซึมน้ำตาลและไขมันในลำไส้เล็ก
– ช่วยชะลอความชราและบำรุงผิวพรรณ
– ผลวิจัยยังพบอีกว่า การดื่มชาหรือเคี้ยวใบชาเป็นประจำจะช่วยรักษาเหงือกและป้องกันฟันผุได้

สรรพคุณเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ที่มีอยู่ในชาทุกชนิด แต่จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับพันธุ์ชา การดูแลต้นชาและเทคนิคการผลิตใบชา ดังนั้น ดื่มรสชา เลือกความหอม ตามสไตล์ที่คุณชื่นชอบ จึงจะได้ประโยชน์จากการดื่มมากที่สุด

“ดื่มชาดี มีประโยชน์ ยิ่งดื่มมาก ยิ่งได้ประโยชน์มาก”

“บร็อคโคลี่” ผักดีมีประโยชน์

“บร็อคโคลี่” ผักดีมีประโยชน์
“บร็อคโคลี่” ผักดีมีประโยชน์

สารพัดประโยชน์ ในบร็อคโคลี่ ผักดี ๆ ที่หาทานได้ไม่ยาก บร็อคโคลี่ ชื่อภาษาอังกฤษ Broccoli หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Brassica oleracea var. italica จัดอยู่ในตระกูล Cruciferae ซึ่งมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในทางตอนใต้ของยุโรป แถว ๆ ประเทศอิตาลี และภายหลังได้มีการนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย โดยแหล่งที่ปลูกบร็อคโคลี่มากที่สุดในบ้านเราก็คือ จังหวัดเพชรบูรณ์ กาญจนบุรี และกรุงเทพ
ต้นบร็อคโคลี่ มีลักษณะเป็นทรงพุ่มใหญ่เก้งก้าง ลำต้นใหญ่และอวบ ลักษณะของดอกมีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 16 เซนติเมตร จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มช่อหนาแน่นมีสีเขียวเข้ม ส่วนลักษณะของใบจะกว้างมีสีเขียวเข้มออกเทา ริมขอบใบหยัก ตามปกติแล้วเราจะนิยมบริโภคในส่วนที่เป็นดอกและในส่วนของลำต้นจะนิยมรองลงมา แต่คุณค่าทางอาหารกลับมีอยู่มากในส่วนของลำต้น ดังนั้นการรับประทานทั้งสองส่วน ร่างกายก็จะได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดนั่นเองจากการศึกษาวิจัยของมหาลัยอิลลินอยส์พบว่าการรับประทานบร็อคโคลี่ โดยเฉพาะหน่อหรือต้นอ่อนของบร็อคโคลี่นั่น เมื่อรับประทานร่วมกับ ต้นอ่อนของบร็อคโคลี่จะช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ! เนื่องจากในหน่อหรือต้นอ่อนบร็อคโคลี่นั้นมีเอนไซม์ไมโรซิเนส (Myrosinase) จะมีปริมาณมากกว่าต้นบร็อคโคลี่ที่โตแล้ว ซึ่งการรับประทานบร็อคโคลี่เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจะต้องไม่ผ่านกรรมวิธีการปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานจนเกินไป เพราะจะไปทำลายเอนไซม์ไมโรซิเนสและซัลโฟราเฟนได้
บร็อคโคลี่เป็นผักที่รสชาติหวานกรอบ สามารถรับประทานสดได้ หรือจะนำมาประกอบอาหาร ก็ได้หลากหลายเมนู อีกทั้งบร็อคโคลี่ยังมีคุณค่าทางสารอาหารที่สูงด้วย เพราะอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เบต้าแคโรทีน วิตามิน C และสารอาหารอื่นๆอีกมากมาย รวมไปถึงสารเคมีทางธรรมชาติที่มีชื่อว่า ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) และสารอินดอล (indole) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยต่อต้านมะเร็ง และการรับประทานบร็อคโคลี่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1/2 ถ้วย ก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพอย่างมาก
การเลือกซื้อบร็อคโคลี่นั้น จะต้องซื้อที่มีดอกแน่น กระชับ มีสีเขียวเข้ม ก้านต้องแข็งแรงเหนียวนุ่ม ไม่ควรเลือกซื้อบร็อคโคลี่ที่มีดอกสีเหลือง มีใบเหี่ยวเฉา และมีก้านใบแข็งหรือหนาจนเกินไป

ประโยชน์ของบร็อคโคลี่
1. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
2. ช่วยบำรุงผิวพรรณ เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง ช่วยชะลอผิวพรรณไม่ให้เหี่ยวย่น ทำให้ดูอ่อนเยาว์ตลอดเวลา (ซีลีเนียม)
3. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก
4. ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน เรื่องจากบร็อคโคลี่เป็นผักที่มีแคลเซียมสูง
5. ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยสามารถ
6. ช่วยป้องกันอนุมูลอิสระที่จะเข้าไปทำลายเซลล์และทำลาย DNA ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
7. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก
8. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
9. ผักในตระกูลกะหล่ำ มีความสัมพันธ์กับการช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองได้ (Strokes)
10. ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
11. ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรงยิ่งขึ้น
12. ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคปอดร้ายแรง จากงานวิจัยของ ดร.ชีแอม บิสวัล (วิทยาลัยแพทยศาสตร์จอห์นส ฮอฟกินส์ USA) พบว่าสารในบร็อคโคลี่อาจช่วยยับยั้งการทำลายที่นำไปสู่ไปการเป็นโรคปอดร้ายแรง หรือที่เรียกว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้ (Chronic Obsructive Pulmonary Disease หรือ COPD) โดยโรค COPD มักมีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ โดยสารซัลโฟราเฟนในบร็อคโคลี่จะช่วยส่งเสริมให้ยีน NRF2 ในเซลล์ปอดเกิดกิจกรรมเพิ่มขึ้น จึงช่วยป้องกันเซลล์ดังกล่าวไม่ให้ถูกทำลายจากสารพิษต่างๆในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ได้ และผู้ป่วย COPD ระยะก้าวหน้าจะมีการทำกิจกรรมกับยีน NRF2 ในระดับต่ำกว่ากลุ่มอื่น โดยยีนดังกล่าวจะทำหน้าที่เปิดให้กลไกหลายอย่างเพื่อขับพิษและสารก่อพิษต่างๆทำงาน เพื่อไม่ให้สารพิษทำลายเซลล์ปอด
13. ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน
14. สารซัลโฟราเฟนสามารถช่วยป้องกันการทำลายของหลอดเลือดที่เกิดจากโรคเบาหวานได้มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
15. ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคิง คอลเลจ ลอนดอน ระบุว่ามีเพียงผักผลไม้ 5 ชนิดเท่านั้นที่มีารประกอบที่ทำหน้าที่คล้ายยาที่ใช้รักษาโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งได้แก่ บร็อคโคลี่ ส้ม แอปเปิ้ล หัวไชเท้า และมันฝรั่ง โดยบร็อคโคลี่นั้นเป็นผักที่มีสารดังกล่าวมากที่สุด
16. ช่วยป้องกันความผิดปกติของเด็กแรกเกิด
17. ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันเนื่องจากบร็อคโคลี่มีวิตามินซีที่สูงมาก
18. บร็อคโคลี่มีส่วนช่วยลดความถี่ของอาการไมเกรนลง เนื่องจากเป็นผักที่มีแมกนีเซียมสูง
19. สารซัลโฟราเฟนในบร็อคโคลี่ เป็นตัวช่วยทำให้ตับขับสารพิษในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบร็อคโคลี่ต้นอ่อนที่มีอายุเพียง 3 วัน
20. ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันโรคท้องผูก
21. บร็อคโคลี่มีสารเคอร์เซทิน (Quercetin) ซึ่งเป็นตัวช่วยเพิ่มความอึด แรงดี ออกกำลังได้นานขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคหอบหืด ภูมิแพ้ มะเร็ง โรคหัวใจได้อีกด้วย
22. การรับประทานบร็อคโคลี่จะช่วยป้องกันและลดการลุกลามของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีแนวโน้มการแข่งตัวอย่างรวดเร็ว (งานวิจัยของคุณหมอ Steven Schwartz มหาวิทยาลัย Ohio State University เมือง Columbus)
23. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขข้อ
24. บร็อกโคลี่มีโฟเลตสูง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรก เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการพิการทางสมองของเด็กรารก

ประโยชน์มันเทศ

ประโยชน์มันเทศ
ประโยชน์มันเทศ

มันเทศเป็นพืชล้มลุกสกุลเดียวกับผักบุ้ง ถิ่นกำเนิดของมันเทศอยู่ในทวีปอเมริกา และเนื่องจากเป็นพืชที่สามารถเติบโตได้ในเกือบทุกสภาพภูมิอากาศ มันเทศจึงขึ้นกระกายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก หัวมันเทศหรือรากสะสมอาหารขนาดใหญ่ มีเปลือกสีแดงหรือน้ำตาลอ่อน เนื้อในมีทั้งสีสาว เหลือง เหลืองส้ม แดง หรือม่วงแดง

มันเทศเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตชั้นเยี่ยมที่ให้พลังงานสูง โดยมันเทศ 1 ขีด จะให้พลังงานถึง 90 แคลอรี และไม่ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกายเหมือนอาหารที่แปรรูปจากแป้งหรือน้ำตาลแบบอื่น ๆ มันเทศมีวิตามินบี 2 และโฟเลตสูงรองลงมาจากผักใบเขียว วิตามินซีบำรุงเนื้อเยื่อในร่างกายและช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคโรทีนอยด์ได้ดีขึ้น มันเทศมีเส้นใยอาหารสูง จึงกินเพื่อควบคุมน้ำหนักได้ดี ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก ลดอัตราเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การกินมันเทศโดยไม่ปอกเปลือกจะได้รับสารอาหารมากขึ้นโดยเฉพาะเบตาแคโรทีนและเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำที่พบมากบริเวณเปลือก เบตาแคโรทีนในมันเทศไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตาและผิวพรรณ แต่ยังทำงานร่วมกับสารแคโรทีนอยด์อีกหลายชนิด สามารถลดความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบได้ นอกจากนั้น อีกกว่าครึ่งของเส้นใยในมันเทศคือ เพกติน เส้นใยที่ละลายน้ำได้ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด มันเทศจึงเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจอีกชนิดหนึ่ง

มันเทศพันธุ์ที่มีเนื้อสีต่างกันก็มีสารบางชนิดต่างกันด้วย อย่างเนื้อสีเหลืองส้มมีเบตาแคโรทีนสูงมาก จึงช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ส่วนมันเทศเนื้อสีม่วงจะมีสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองอุดตัน

แม้แต่ใบมันเทศก็มีคุณค่าและประโยชน์เกินกว่าที่คิด ในปริมาณ 100 กรัมเท่ากัน ใบมันเทศมีโปรตีน ไขมัน ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 2 ไนอะซิน สูงกว่าในหัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีเบตาแคโรทีนสูงกว่าในหัวหลายเท่า จากผลการวิเคราะห์โดยสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ใบมันเทศมีเบตาแคโรทีน 862.64 ไมโครกรัม ขณะที่ในหัวมีเพียง 175 ไมโครกรัม ศูนย์วิจัยพืชผักแห่งเอเชียจึงจัดลำดับให้ใบมันเทศ อยู่ในกลุ่มของพืชผักที่อุดมสมบูรณ์ทางสารอาหาร และยกย่องให้เป็นราชินีแห่งผัก เลยทีเดียว

“ดัง พันกร” ยกครอบครัวเที่ยวญี่ปุ่น

ส่อง ‘ดัง พันกร’ ยกครอบครัวเที่ยวญี่ปุ่น บอกเลยบ้านนี้หน้าตาดีตั้งแต่คุณยายถึงคุณหลาน

นับเป็นพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกันสุด ๆ สำหรับ 3 พี่น้องบ้านบุณยะจินดา อย่าง เอ ดวงพร, ดาว พอฤทัย ณรงค์เดช และ ดัง พันกร ที่แม้ตอนนี้จะแยกย้ายกันไปตามภาระหน้าที่ แต่เมื่อมีเวลาว่างทั้งสามก็มักหากิจกรรมมาทำร่วมกันอยู่เสมอ

อย่างล่าสุดก็ได้ยกครอบครัว ทั้ง คุณแม่กอแก้ว, ณพ ณรงค์เดช สามีของดาว รวมทั้งลูกชาย 2 หนุ่ม คือ ณดล และ ภพ ไปเที่ยวญี่ปุ่น

‘มติชนออนไลน์’ ก็ขอนำภาพน่ารัก ๆ ของครอบครัวอันแสนอบอุ่นครอบครัวนี้มาให้ชมกัน

ประเดิมทริปนี้ด้วยภาพ น้าดัง – หลานณดล ที่กินกันไม่ลงทีเดียว

ขอบคุณภาพจาก : อินสตาแกรม dunkphunkorn

ฟังอีกมุม ครูสาวถูกกล่าวหาเป็นเมียน้อย จ่อฟ้อง 20 ล้าน

ฟังอีกมุม ครูสาวถูกกล่าวหาเป็นเมียน้อย จ่อฟ้อง 20 ล้าน
ฟังอีกมุม ครูสาวถูกกล่าวหาเป็นเมียน้อย จ่อฟ้อง 20 ล้าน

เมื่อช่วงเวลา 18.30 น. นางทิพย์เพ็ญพักตร์ ครู คศ 3 ซี 8 โรงเรียนชื่อดัง ใน จ.อำนาจเจริญ เปิดบ้านนั่งแถลงข่าว พร้อมเผยความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่า ก่อนที่จะมีข่าวนั้น ได้เกิดเหตุเมื่อช่วงเวลา 02.30 น. ของวันที่ 28 พ.ย.59 ได้มีคนมาเคาะประตูห้องนอนของตนอย่างแรงหลายต่อหลายครั้ง

และยังตะโกนออกมาว่า “ปืนมา ปืนมา” ตนกำลังนอนหลับตกใจตื่นขึ้นมา เปิดประตูห้องนอน และออกมาด้านนอกห้องพบคนหนึ่งรูปร่างผอมสูงใช้ผ้าคลุมหน้าคลุมตา ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด และพูดเพียงคำเดียวว่า “ปืนมา ปืนมา”

จากนั้นตนพยายามจะเปิดหน้าตาดู แต่บุคคลดังกล่าวพยายามจะบุกรุกเข้ามาที่ห้องนอน ซึ่งตนนอนอยู่คนเดียว สามีของตนที่เป็นผู้รับเหมาไปทำงานที่หน้างานยังไม่กลับบ้าน ตนจึงได้ดึงแขนบุคคลนั้นไว้ และฉุดกระชากกันไปมาหลายต่อหลายครั้ง จนถึงขั้นตบตี

ส่วนคู่กรณีก็ได้ดึงกระชากผม ดึงกันไปกันมาซักพัก บุคคลดังกล่าวจึงได้ร้องออกมาว่า “ครูอ้อย ข้อยมาตามหาสามี” ตนจึงตกใจและบอกว่าทำไมจึงทำแบบนี้ และสามีของบุคคลดังกล่าวจะมาอยู่บ้านตนได้อย่างไร จากนั้นตนก็ดึงแขนไปส่งที่กลางลานบ้านตนแล้วให้เดินออกไป

ตนตกใจมากและจากนั้นตนก็เข้านอนปกติเพราะคนที่มาบุกรุกบ้านของตน คือ นางเปรมิกา ซึ่งเป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่โรงเรียนเดียวกันกับตน และตนก็ยังสงสัยว่าอยู่ๆ นางเปรมิกา จะมาตามหาสามีที่บ้านตนได้อย่างไร พอรุ่งเช้าตนทราบข่าวทางโซเชียลฯ ว่าตนเป็นเมียน้อยและมีคนโพสต์ข่าวให้ตนเสียๆ หายๆ แต่ตนก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรเลย

มาวันนี้ ตนทนไม่ได้ จึงต้องเปิดแถลงข่าวและขอความเป็นธรรม พร้อมรวบรวมเอกสารหลักฐานจะฟ้องหมิ่นประมาทครูผู้บุกรุก และคนที่ลงข่าวในโซเชียลฯที่บิดเบือนจากความเป็นจริง และจะฟ้องคนที่อยู่เบื้องหลังที่ทำให้ตนและครอบครัวของตนต้องเสียหาย เป็นจำนวนเงิน 20 ล้านบาท และตนก็เชื่อว่านักเรียนที่ตนเองสอนคงไม่ได้เป็นคนนำเรื่องดังกล่าวไปเผยแพร่อย่างแน่นอน เวลาจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ความจริง และจะกระชากหน้ากากคนที่ใส่ร้ายตนได้อย่างแน่นอน

ต่อมาเมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 3 ธ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้บริหารและคณะกรรมต้นสังกัด ได้เรียกตัวครูทั้งสองรายและพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ เข้าสอบสวนข้อเท็จจริงด่วน ที่อาคารสำนักงาน โรงเรียนต้นสังกัดของครูทั้งสองคน เมื่อช่วงเวลา 18.20 – 19.30 ที่ผ่านมา โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความตึงเครียด และทางผู้บริหารของทางโรงเรียนต้นสังกัดของครูสาวทั้งสองคน ไม่ยอมให้ผู้ที่ไม่ส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปเฝ้าสังเกตการณ์หรือรับฟังแต่อย่างใด

กรณีของการตั้งคณะกรรมสอบสวนข้อเท็จจริงนั้น เป็นการตั้งคณะกรรมสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องที่มีครูและนักเรียนเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พ.ย.59 ที่ผ่านมาอยู่ภายในโรงเรียนดังกล่าว ก่อนที่นางเปรมิกาจะได้ออกไปแจ้งความนั้น ทำให้นักเรียนเกิดความไม่พอใจ และนำไปโพสต์และแชร์ทั้งในไลน์และเฟซบุ๊ค จนทำให้เกิดเป็นข่าวขึ้นนั้น

ผู้บริหารและคณะกรรมได้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่นางทิพย์เพ็ญพักตร์ได้มีการโยนรองเท้าใส่นางเปรมิกา ต่อหน้าต่อตาคณะครูและนักเรียน ซึ่งนักเรียนที่เห็นเหตุการณ์รับไม่ได้กับพฤติกรรมของนางทิพย์เพ็ญพักตร์

ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่นางทิพย์เพ็ญพักตร์ ได้ตบและจับหัวโขกกำแพงจนได้รับบาดเจ็บสาหัสมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 28 พ.ย.59 โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความตึงเครียดนานนับชั่วโมง และคาดว่าผู้บริหารและคณะกรรมจะได้มีการเรียกพยาน และนักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์มาสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง ในวันที่ 6 ธ.ค.59 ที่จะถึงนี้ และคาดว่าน่าจะรู้ผลภายใน 7 วันนี้

ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับ พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ที่ได้เดินทางมาชี้แจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับผู้บริหารและคณะกรรมต้นสังกัดของครูสาวทั้งสอง โดยพยาน (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ-นามสกุล) เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ทางคณะผู้บริหารและคณะกรรมได้เชิญให้ตนให้การเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 30 พ.ย.59 ที่ผ่านมา ซึ่งตนก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ เนื่องจากนางเปรมิกา เป็นเพื่อนเรียนรุ่นเดียวกันตน

พอตนและเพื่อนๆ ทราบข่าวจึงได้พากันมาเยี่ยมและสอบถามถึงความเป็นมา จากนั้นนางทิพย์เพ็ญพักตร์ก็ได้เดินเข้ามาพร้อมกับรองเท้าของนางเปรมิกาที่ตกตอนที่ถูกครูเมียน้อยตบที่บ้านเกิดเหตุ พร้อมกับถ้อยคำต่างๆ นาๆ ตนและเพื่อนจึงได้พานางเปรมิกา เข้าไปแจ้งความและพร้อมที่จะเป็นพยานให้กับเหตุการณ์ที่ขึ้น โดยยังมีครูและนักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็พร้อมที่จะเป็นพยานให้นางเปรมิกาเช่นเดียวกัน

พระขี้ลืม เบิกเงิน 2 หมื่นไม่ได้ กราบเคาเตอร์ธนาคารไม่ไปไหน

พระขี้ลืม เบิกเงิน 2 หมื่นไม่ได้ กราบเคาเตอร์ธนาคารไม่ไปไหน
พระขี้ลืม เบิกเงิน 2 หมื่นไม่ได้ กราบเคาเตอร์ธนาคารไม่ไปไหน

พระขี้ลืม เบิกเงิน 2 หมื่นไม่ได้ กราบเคาเตอร์ธนาคารไม่ไปไหนเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมือง จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งจากนายจิตธิพล แซ่ตัน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของธนาคารแห่งหนึ่ง สาขา ถ.เทพกระษัตรี 6/7 ม.6 ต.รัษฏา อ.เมือง จ.ภูเก็ต

ว่ามีพระสงฆ์มาขอเบิกเงินจำนวนมากกว่าเงินจริงที่มีอยู่ เจ้าหน้าที่ธนาคารไม่สามารถทำการเบิกเงินให้ได้ และพยายามอธิบายแต่ไม่เป็นฟังเหตุผล พระรูปดังกล่าวนั่งหน้าเคาท์เตอร์เบิกเงินไม่ยอมไปไหนจะขอให้เบิกเงินจำนวน 2 หมื่นให้ได้ จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยตรวจสอบ

หลังรับแจ้ง ร.ต.ท. ชาตรี เวชรังษี รองสารวัตรปราบปราม สภ.เมือง จ.ภูเก็ต พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเข้าตรวจสอบพบพระสงฆ์รูปดังกล่าวทราบชื่อ พระวีระ อายุ 62 ปี เป็นชาว อ.เมือง จ.นครสวรรค์ (ตามใบสุทธิ) โดยพระวีระกำลังนั่งคุกเข่ายกมือไหว้อ้อนวอนเจ้าหน้าที่ธนาคาร และยังก้มลงกราบบริเวณหน้าเคาท์เตอร์ เพื่อขอให้เบิกเงินจำนวน 2 หมื่นบาทให้ได้ โดยระบุว่าถ้าไม่ได้เงินจำนวนดังกล่าวก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตรวจสอบเงินในบัญชีของพระวีระพบว่ามียอดเงินอยู่เพียง 1,091 บาทจริง และเมื่อดูประวัติเบิกถอนย้อนหลังพบว่ามีประวัติการเบิกถอนเงินออกจากธนาคารไปแล้วจำนวน 20,000 เมื่อวานนี้ (7 ธ.ค.) เจ้าหน้าที่ธนาคารและเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงอธิบายอีกครั้งว่า เงินในบัญชีไม่เพียงพอแต่พระวีระก็ไม่รับฟัง
สุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องเชิญตัวตัวไปยังวัดพุทธมงคลนิมิตรพระอารามหลวง เพื่อพบพระครูเมตตาภิรมเจ้าคณะ อ.เมือง จ.ภูเก็ต และเจ้าอาวาส พระวีระจึงยินยอมไป ร.ต.ท. ชาตรี เวชรังษี รองสารวัตรปราบปราม สภ.เมือง และเจ้าหน้าที่ได้พาตัวพระวีระไปยังวัดพุทธมงคลนิมิตร (พระอารามหลวง) เพื่อพบพระครูเมตตาภิรมเจ้าคณะอำเภอเมืองภูเก็ตและเจ้าอาวาส

แต่ปรากฏว่าเจ้าอาวาสติดนิมนต์ไม่อยู่ จึงได้พูดคุยสอบถามเพิ่มเติมจากพระวีระจนทราบว่าพระวีระนั้นมีอาการหลงๆ ลืมๆ และเพิ่งนึกได้ว่าตนได้เบิกเงินจากธนาคารไปแล้วเมื่อวานนี้ (7 ธ.ค.) พร้อมฝากขอโทษไปยังเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะธนาคาร และขอให้ไปส่งที่ บขส.ภูเก็ต เพื่อเดินทางกลับไปวัดที่จำพรรษาที่จังหวัดตรัง

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเห็นว่าไม่ได้เป็นการเจตนาและมีใบสุทธิรับรองถูกต้อง จึงนิมนต์ส่งยังบขส.ภูเก็ตเพื่อให้เดินทางกลับจ.ตรัง อย่างไรก็ตรวจสอบประวัติเพิ่มเติมทราบว่า พระ วีระ สุเมธโส ได้บรรพชาอุปสมบทที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ก่อนจะลงมาจำพรรษาทางใต้ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดตรัง ต่อมาได้ย้ายไปวัดแห่งหนึ่งที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนจะกลับไปจำพรรษาที่จังหวัดตรังอีกครั้ง รวมระยะเวลากว่า 19 พรรษา

บริการดีๆรอคุนอยู่